วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูมิปัญญาไทยกับการแพทย์แผนไทย

ภูมิปัญญาไทยกับการแพทย์แผนไทย
        ภูมิปัญญาไทยในการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัย ได้แก่ การใช้สมุนไพร การนวดแผนโบราณการประคบสมุนไพร การอบสมุนไพร

การใช้สมุนไพรไทย
       โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้มีความสนใจในเรื่องสมุนไพร มีการฟื้นฟู ส่งเสริมและศึกษา การผลิตยาแผนไทยเพื่อนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย ควบคู่ไปกับการรักษาโรคแผนปัจจุบัน โดยศึกษา ค้นคว้า  อาศัยเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่ ผสมผสานกันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะนำศักยภาพและความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร  ที่มีสรรพคุณการรักษาโรคที่ชัดเจน ปลอดภัย ใช้ประโยชน์ได้จริง ออกเผยแพร่เพื่อการอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ทางโรงพยาบาลผลิตจำหน่ายจะอยู่ในรูปของแคปซูล ครีม ยาชง ยาหม่อง  มีดังต่อไปนี้ ยาหม่องน้ำกลิ่นมะกรูด น้ำหอมไล่ยุงธรรมชาติตะไคร้หอม น้ำยากันยุงตะไคร้หอม เถาวัลย์เปรียงแคปซูล ครีมไพล ยาชงหญ้าหนวดแมว เสลดพังพอนคาลาไมน์ ฟ้าทะลายโจรแคปซูล เสลดพังพอนคาลาไมน์ เพชรสังฆาตแคปซูล บอระเพ็ดแคปซูล แชมพูขิง ครีมนวดผมดอกอัญชัน สบู่เปลือกมังคุด สบู่ขมิ้นชัน ฯลฯ

หัตถบำบัด - การนวดไทย
       อาจกล่าวได้ว่าปราจีนบุรีเป็นจังหวัดแรกและจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการด้านการแพทย์ แผนไทยอย่างต่อเนื่องและจริงจัง นอกจากนำสมุนไพรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ แล้ว โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังได้จัดโครงการฟื้นฟูการนวดไทย โดยมีทั้งหัตถบำบัด(การนวดแบบไทย) การประคบ ด้วยสมุนไพร และการอบสมุนไพรไว้บริการอีกด้วย นอกจากนี้ที่โรงพยาบาลประจันตคาม โรงพยาบาลกบินทร์บุรี และโรงพยาบาลนาดี ก็ได้ให้บริการนวด อบ และประคบด้วยสมุนไพรด้วยเช่นกัน

การประคบสมุนไพร
       การประคบสมุนไพร เป็นวิธีการบำบัดรักษาของการแพทย์แผนไทยซึ่งสามารถนำไปใช้ควบคู่กับการนวดไทย โดยการประคบหลังจากการนวดไทย ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่างๆ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นหรือเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เนื้อเยื่อพังผืดคลายตัว ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบ

การอบสมุนไพร
       การอบสมุนไพร เป็นวิธีการบำบัด และบรรเทาอาการของโรคของการแพทย์แผนไทย โรคหรืออาการที่สามารถบำบัดรักษาได้ด้วยการอบสมุนไพร มีดังนี้ โรคภูมิแพ้ที่ไม่รุนแรง ความดันโลหิตสูง เป็นหวัดเรื้อรัง อัมพฤกษ์ - อัมพาต ในระยะเริ่มแรก ปวดเมื่อยตามร่างกายทั่วๆ ไป กรณีที่มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดร่วมด้วยไม่ควรทำการอบสมุนไพร

โรคที่เกิดจากพฤติกรรมมนุษย์

โรคตับแข็ง
ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสภาพร่างกายให้อยู่ดีมีสุข โดยทำหน้าที่หลายอย่าง ตัวอย่าง เช่น ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ ตลอดจนกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากเลือด นอกจากนั้นตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ตลอดจนสร้างน้ำดี ซึ่งมีหน้าที่ช่วยการดูดซึมไขมัน และไวตามินชนิดละลายในน้ำมัน

ตับแข็งเป็นสภาวะตับที่เกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากมีการอักเสบหรือภยันตรายต่อเนื้อตับ เมื่อเนื้อตับที่ดีถูกทำลายลงจากการอักเสบหรือสาเหตุอื่น ๆ เนื้อตับที่เหลือจะล้อมรอบและทดแทนด้วยเนื้อเยื่อประเภทพังผืด เป็นผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และการทำงานของตับลดลง เนื่องจากเนื้อตับดีที่เหลืออยู่ลดน้อยลง เคยมีผู้ประเมินไว้ว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คนทุกปี จัดได้ว่าเป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 นอกจากนี้โรคตับแข็งยังเป็นสาเหตุของการสูญเสียทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ป่วยขาดงานรวมทั้งค่าใช้จ่ายรักษาในโรงพยาบาล และยังก่อให้เกิดทุกขเวทนาในผู้ป่วยที่เป็น เช่น ภาวะท้องมานน้ำ เป็นต้น

โรคตับแข็งมีสาเหตุมากมาย โดยสาเหตุนั้น ๆ จะต้องทำให้ตับมีการอักเสบเรื้อรังนาน ๆ เป็นปี จนทำให้เนื้อตับตายลง เกิดแผลเป็น มีเนื้อเยื่อพังผืดแข็งแทรกในตับ สาเหตุที่สำคัญที่พบในประเทศไทย คือ การดื่มสุราเรื้อรัง และการติดเชื้อสาเหตุที่ไวรัสตับอักเสบชนิดบี และซี เรื้อรัง รวมทั้งยาและยาสมุนไพรบางประเภท

สุรา เมื่อกล่าวถึงโรคตับแข็ง คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงสาเหตุจากการติดสุราเรื้อรัง ที่จริงแล้วแอลกอฮอล์เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคตับแข็ง โรคตับแข็งที่เกิดจากสุรามักเกิดขึ้นหลังดื่มสุราปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลาสิบ ๆ ปี ปริมาณของสุราที่ดื่มทำให้เกิดโรคตับแข็ง โรคตับแข็งแปรผันไปตามแต่ละบุคคลและเพศ สตรีมักเกิดโรคตับแข็งได้น้อยกว่าบุรุษในปริมาณสุราที่ดื่มเท่า ๆ กัน แอลกอฮอล์ในสุราจะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบจากสุราขึ้น และเมื่อเป็นนาน ๆ ก็จะเกิดภาวะตับแข็ง มีผู้ประเมินไว้ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 160 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 5-10 เกิดภาวะโรคตับแข็งได้ง่าย หรือเปรียบเทียบได้เท่ากับการดื่มสุราวิสกี้ 480 ซีซี ต่อวัน หรือไวน์ 1,600 ซีซีต่อวัน หรือเบียร์ 4,000 ซีซีต่อวัน
เมื่อเกิดภาวะตับแข็งขึ้นแล้ว ในขณะนี้ไม่มียาใด ๆ ที่สามารถแก้ไขภาวะพังผืดที่เกิดจากแผลเป็นในตับให้กลับมาเป็นปกติได้ นอกจากชะลอไม่ให้ตับมีการอักเสบหรือถูกทำลายมากขึ้น กล่าวคือ ป้องกันไม่ให้โรคตับแข็งเป็นมากขึ้น โดยการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดตับอักเสบ เช่น งดดื่มสุราในรายที่มีสาเหตุเกิดจากสุรา รักษาไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ในรายที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในรายที่เกิดจากโรคทางพันธุกรรม ชื่อโรควิลสัน การให้ยากินขจัดทองแดงส่วนเกิน (ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบที่ตับ) ขับออกจากร่างกายก็จะช่วยป้องกันการลุกลามเป็นโรคตับแข็งได้ ถ้าทำการรักษาเร็วภายในระยะแรก ๆ ที่ยังไม่มีการทำลายเนื้อตับมาก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งควรได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ควรได้รับอาหารครบส่วน รวมทั้งอาหารประเภทโปรตีนอย่างน้อยโปรตีนได้น้อยกว่าปกติอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องกินเสริมให้เพียงพอ ยกเว้น ในรายที่เกิดอาการทางสมองเนื่องจากตับขจัดสารพิษไม่ได้ ในระยะเช่นนี้จำเป็นต้องกำกับการกินอาหารโปรตีนให้น้อยลงตาม คำแนะนำของแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงสารพิษต่อตับ เช่น สุรา สำหรับยาที่อาจมีผลเสียต่อตับ เช่น ยาพาราเซตามอล ถ้าไม่กินในขนาดที่สูงเกินกว่าที่แพทย์แนะนำ ก็ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด

ในรายที่มีอาการบวม ขาหรือท้องมาน ควรกำกับการกินเกลือและอาหารดองเค็ม รวมทั้งน้ำปลา ซีอิ้ว ด้วย เพราะจะทำให้บวมมากขึ้น เนื่องจากมีภาวะเกลือคั่งมากกว่าปกติอยู่แล้ว ในรายที่มีอาการบวมมาก แพทย์อาจสั่งยาขับปัสสาวะเพื่อช่วยลดภาวะท้องมาน และบวม

การผ่าตัดเปลี่ยนตับเป็นการรักษาที่ดีที่สุด แต่ยังมีข้อจำกัดที่มีค่าใช้จ่ายสูง และตับที่มีผู้บริจาคมีจำนวนน้อย ผู้ป่วยเปลี่ยนตับยังจำเป็น ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดหลังผ่าตัดเปลี่ยนแล้ว ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับได้ผลดี มีอัตรารอดชีวิตมากกว่าร้อยละ 80 ภายในเวลา 5 ปี

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มาออกกำลังกายกันเถอะ

มาออกกำลังกายกันเถอะ

        การออกกำลังกายคือการออกกำลังหรือการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลต่อระบบต่างๆของร่างกายทั้งในทางที่ทำให้เกิดผลดีและเกิดผลเสีย การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราเพราะจะส่งผลถึงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การออกกำลังกายทำให้ร่างกายของเราได้ผ่อนคลาย เนื่องจากมีสารที่จำเป็นบางอย่างหลั่งออกมา ทำให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า และที่สำคัญทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงด้วย
การออกกำลังกายอย่างแรกเราควรจะวอร์มก่อน เพื่อไม่ให้ร่างกายเราบางเจ็บได้ง่าย เพราะกล้ามเนื้อได้คล้ายแล้ว โดยมีวิธีการดังนี้
1.การยืดเหยียด
2.การบริหารมือเปล่า
3.การออกกำลังกายเฉพาะกิจกรรม
หลังจากนั้นก็จะเป็นการออกกำลังกายอย่างจริงจัง

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
1. ช่วยทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายมีการเคลื่อนไหว แข็งแรง คงทน และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และอดทนยิ่งขึ้น
            2. ทำให้ทรวดทรงสง่างาม
            3. ทำให้ร่างกายมีการพัฒนาการตามวัยและแข็งแรง
            4. ทำให้จิตใจแจ่มใส
            5. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย
            6. ช่วยผ่อนคลายความเครียด ไม่ซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล
สุขภาพจิตดีขึ้น และนอนหลับสบาย
            7. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
            8. ควบคุมน้ำหนักตัว

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Project

ชื่อโครงงาน : เสริมสร้างการออกกำลังกาย

ที่มา และปัญหาของการดำเนินโครงการนี้

           การออกกำลังกายเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมสุขภาพที่มีค่าใช้จ่ายในการนำไปสู่สุขภาพแข็งแรง  สุขภาพจิตดี  ส่งผลให้คุณภาพชีวิตที่ดีปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ ปัจจุบันการออกกำลังกายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและได้มีการก่อตั้งกลุ่มออกกำลังกาย ในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย 
 
วัตถุประสงค์มี  ดังนี้
 
1. เพื่อสร้างเสริมสุขภาพร่างกายที่ดี
2. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน  เยาวชนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
3. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญในการออกกำลังกาย
4. เพื่อสร้างเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน
 
วิธีดำเนินการ 
 
 1. สำราจความต้องการของคนในชุมชน
2. รวบรวมความคิดเห็นที่ได้รับและประเมินผลในการจัดทำโครงงาน
3. จัดทำโครงงาน เสนอผู้อนุมัติ และพิจารณา
4. ติดต่อสถานที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงงาน   
5. ดำเนินโครงงานส่งเสริมการออกกำลังกาย
6. ติดตามและประเมินผลของโครงงาน
7.สรุปผลที่ได้จากการทำโครงงาน
 
ระยะเวลาดำเนินการ(ก.ค – ต.ค) 
1 ก.ค - 10ต.ค
 
สถานที่ดำเนินการ 
สำนักงานเขตตลิ่งชัน
 
งบประมาณ(20000 บาท)
 
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 
 
1. คนในชุมชนมีสุขภาพแข็งแรง
2. คนในชุมชนเห็นความสำคัญและเข้าร่วมการออกกำลังกาย
3. คนในชุมชนมีความสามัคคี
 
ผู้รับผิดชอบโครงการ 
นางสาวนิธิรา พงษ์สุพจน์
ม.6/4 เลขที่ 18

ลีลาศ

ความรู้พื้นฐานของการเต้นลีลาศ
ในการฝึกลีลาศจะต้องคำนึงถึงทักษะเบื้องต้นของการลีลาศเป็นอันดับแรกและจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องฝึกหัดจนเกิดความชำนาญ หากละเลยถึงหลักและทักษะเบื้องต้นจะทำให้ผู้ฝึกลีลาศขาดความก้าวหน้าและ ไม่มีศิลปะของการลีลาศอย่างแท้จริงทักษะเบื้องต้นของการฝึกลีลาศเพื่อให้เกิดความชำนาญ มีดังนี้
องค์ประกอบที่สำคัญในการลีลาศได้แก่ ความรู้ในเรื่องจังหวะของดนตรี ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกหัดลีลาศใหม่ ๆ ถ้าไม่สามารถเข้าใจจังหวะดนตรี หรือฟังจังหวะดนตรีไม่ออกจะทำให้การฝึกลีลาศเป็นไปด้วยความยากลำบาก นอกจากนี้ยังทำให้ไม่สามารถลีลาศไปตามจังหวะได้ ซึ่งนักลีลาศเรียกกันว่า ค่อมจังหวะ
ดนตรี(Music) มีความสำคัญมากในการลีลาศ เพราะเป็นเครื่องกำหนดการให้จังหวะ ซึ่งจะมีเสียงหนัก เสียงเบา  มีวรรคตอน มีความเร็วช้าของช่วงจังหวะของเพลงที่แน่นอน ถ้าจังหวะดนตรีไม่ดีการลีลาศก็ไม่ดีตามไปด้วย จังหวะดนตรีนั้นเปรียบเสมือนเป็นหัวใจสำคัญของเพลง
โครงสร้างของดนตรี
ประกอบด้วย
1. จังหวะ (beat)   หมายถึง เสียงที่เกิดขึ้นและตกบนตัวโน้ตทุกตัว หรือหมู่ของเสียงที่ทำให้เกิดจังหวะขึ้นในห้องเพลง โดยปกติจะตกบนตัวโน้ตตัวแรกของห้องเพลง เช่น จังหวะ 2/4 จังหวะ 3/4 หรือจังหวะ 4/4
2. เสียงเน้น (Accent) หมายถึง เสียงที่เคาะลงบนจังหวะ จะได้ยินชัดเจนมากกว่าเสียงเคาะในห้องเพลง โดยปกติจะตกบนตัวโน้ตตัวแรกของห้องเพลง
3. ห้องเพลง (bar)  หมายถึง กลุ่มของจังหวะที่ประกอบกันขึ้นเป็นช่วงหรือตอน ปกติจะอยู่ระหว่างเสียงเน้นเสียงหนึ่งกับเสียงเน้นอีกเสียงหนึ่ง
4. ความเร็ว (Tempo)   หมายถึง อัตราความเร็วของดนตรีที่บรรเลงโดยใช้เวลาเป็นตัวกำหนด เช่น ใน 1 นาทีจะบรรเลงกี่ห้องเพลง การหัดฟังจังหวะดนตรีควรเลือกฟังจากดนตรีที่มีเสียงชัดเจน ฟังง่าย ถ้าเป็นดนตรีจังหวะ 2/4 จะได้ยินเสียงเคาะลงบนจังหวะ 2 จังหวะใน 1 ห้องเพลง เสียงที่ได้ยินแต่ละครั้งใน 1 ห้องเพลงนั้น จะมีเสียงหนึ่งเป็นเสียงหนักและอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงเบาต่อเนื่องกันไปทุก ๆ ห้องเพลง การฝึกนับจังหวะจะนับ 1 2 , 1 2 , 1 2 ………… ไปเรื่อย ๆ จนจบเพลง
ทิศทางในการลีลาศ(Line of Dance)
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าทิศทางทวนเข็มนาฬิกา (Counter Clockwise) เป็นทิศทางของการลีลาศซึ่งถือเป็นสากล ดังนั้นในการลีลาศจะต้องลีลาศไปในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งเป็นการป้องกันมิให้ลีลาศไปชนกับคู่อื่น ทิศทางนี้เรียกว่า แนวลีลาศ (Line of Dance) ซึ่งนิยมเรียกกันด้วยคำย่อว่า L.O.D.
การเคลื่อนไหวเท้า หมายถึง   การใช้ส่วนของเท้าสัมผัสกับพื้นในแต่ละก้าว (Step) การเคลื่อนไหวเท้ามีประโยชน์ที่จะนำมาปฏิบัติเป็นความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับการวางเท้าให้ถูกต้องในแต่ละก้าว คำที่ใช้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเท้า มีดังนี้
1. ส้นเท้า (Hell) หมายถึง ให้ส่วนของส้นเท้าสัมผัสพื้นก่อน
2. ปลายเท้า (Toe) หมายถึง ให้ส่วนของโคนนิ้วเท้าถึงปลายนิ้วเท้า สัมผัสพื้นก่อน
3. จุดหมุนของเท้า (ball of Foot) หมายถึง ให้ส่วนของฝ่าเท้าถึงโคนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นก่อน
4. ฝ่าเท้า (Whole Foot) หมายถึง ให้ทุกส่วนของเท้าสัมผัสพื้นก่อน
การจัดทรวดทรง: ยืนตัวตรงปล่อยเข่าตามสบายแต่อย่าให้งอ วางลำตัวเอนไปข้างหลังเล็กน้อยจนน้ำหนักตัวอยู่บนส้นเท้าทั้งสองข้าง การทำเช่นนี้จะไม่ช่วยในการทรงตัวแต่ทำให้มองดูแล้วสง่างาม พยายามอย่าเอนลำตัวไปข้างหลังมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดส่วนโค้งที่ไม่สวยงามของหลังขึ้น ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะเอนลำตัวไปข้างหลัง แต่ก็ต้องออกแรงต้านการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของผู้ชายไว้บ้างเล็กน้อย  ซึ่งไม่ใช่แรงต้านทั้งตัวแต่จะใช้ส่วนล่างของร่างกายตรงสะโพก มิฉะนั้น จะเป็นการขัดขวางการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของผู้ชาย และทำให้ยากต่อการก้าวเท้าออกนอกคู่ ผู้หญิงไม่ควรเอนลำตัวมาข้างหน้า หรือทิ้งน้ำหนักตัวมาข้างหน้าในขณะที่กำลังเดินถอยหลัง เพราะจะทำให้ผู้ชายมีแรงต้านบริเวณหน้าอก และรู้สึกลำบากในการนำผู้หญิง ทั้งยังทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าผู้หญิงตัวหนักอีกด้วย การจัดทรวดทรงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ถ้าได้พยายามฝึกการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างให้สามารถลดส้นเท้าลงเมื่อเร่งจังหวะในการลีลาศ ก็อาจทำให้สามารถจัดทรวดทรงได้ง่ายขึ้น
การเดินไปข้างหน้าของผู้ชาย (The Forward Walk Gentlemen) การจัดทรวดทรง : ยืนตัวตรงหย่อนเข่าเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับย่อเข่า ลำตัวตั้งแต่เท้าถึงศรีษะเอนไปข้างหน้าจนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวอยู่ที่ปลายเท้า แต่ส้นเท้าไม่ลอยพ้นพื้น ในการเอนลำตัวไปข้างหน้านั้น พยายามรักษาลำตัวตั้งแต่สะโพกขึ้นไปให้อยู่ในลักษณะตั้งตรง เมื่ออยู่ในท่าลักษณะดังกล่าวแสดงว่าพร้อมที่จะก้าวเดิน 
การเดินถอยหลังของผู้หญิง(The backward Walk Lady) การจัดทรวดทรง: ยืนตัวตรงปล่อยเข่าตามสบายแต่อย่าให้งอ วางลำตัวเอนไปข้างหลังเล็กน้อยจนน้ำหนักตัวอยู่บนส้นเท้าทั้งสองข้าง การทำเช่นนี้จะไม่ช่วยในการทรงตัวแต่ทำให้มองดูแล้วสง่างาม พยายามอย่าเอนลำตัวไปข้างหลังมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดส่วนโค้งที่ไม่สวยงามของหลังขึ้น ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะเอนลำตัวไปข้างหลัง แต่ก็ต้องออกแรงต้านการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของผู้ชายไว้บ้างเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่แรงต้านทั้งตัวแต่จะใช้ส่วนล่างของร่างกายตรงสะโพก มิฉะนั้น จะเป็นการขัดขวางการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของผู้ชาย และทำให้ยากต่อการก้าวเท้าออกนอกคู่ (Outside Partner) ผู้หญิงไม่ควรเอนลำตัวมาข้างหน้า หรือทิ้งน้ำหนักตัวมาข้างหน้าในขณะที่กำลังเดินถอยหลัง เพราะจะทำให้ผู้ชายมีแรงต้านบริเวณหน้าอก และรู้สึกลำบากในการนำผู้หญิง ทั้งยังทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าผู้หญิงตัวหนักอีกด้วย การจัดทรวดทรงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ถ้าได้พยายามฝึกการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างให้สามารถลดส้นเท้าลงเมื่อเร่งจังหวะในการลีลาศ ก็อาจทำให้สามารถจัดทรวดทรงได้ง่ายขึ้น  
การเคลื่นไหวขาและเท้า : ผู้หญิงจะเริ่มต้นเดินถอยหลังด้วยเท้าขวาก่อน เริ่มด้วยการถ่ายน้ำหนักตัวไปอยู่บนเท้าซ้าย ถอยเท้าขวาไปข้างหลังโดยเคลื่อนออกจากสะโพก เมื่อถอยเท้าขวาผ่านเท้าซ้าย ปลายเท้าซ้ายจะค่อย ๆ ยกขึ้นพ้นพื้น เมื่อถอยเท้าขวาออกไปเต็มที่ปลายเท้าขวาและส้นเท้าซ้ายจะสัมผัสพื้นพร้อมกัน ลำตัวยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหลัง ลดส้นเท้าขวาลงบนพื้น ถ่ายน้ำหนักตัวมาอยู่บนเท้าขวา เท้าซ้ายถอยตามเท้าขวาไปข้างหลัง (ถอยด้วยส้นเท้า) เมื่อเท้าซ้ายถอยมาอยู่ระดับเดียวกับเท้าขวา ปลายเท้าซ้ายจึงจะสัมผัสพื้น สำหรับการเดินถอยหลังด้วยเท้าซ้าย ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเดินถอยหลังด้วยเท้าขวา การถ่ายน้ำหนักตัวในขณะที่เดินถอยหลังจากตำแหน่งที่อยู่กับที่ น้ำหนักตัวจะอยู่บนส้นเท้าก่อนเริ่มเดินถอยหลัง เมื่อก้าวเท้าเดินถอยหลังน้ำหนักตัวจะอยู่บนเท้าที่ไม่ได้ก้าว และเมื่อถอยเท้าไปข้างหลังเต็มที่แล้วน้ำหนักตัวจะอยู่ระหว่างส้นเท้าหน้ากับปลายเท้าหลัง แล้วค่อย ๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปอยู่บนเท้าหลัง 
การเดินไปข้างหน้าของผู้หญิง(The Forward Walk Lady) ถึงแม้ว่าการก้าวขาและเท้าของผู้หญิง จะเหมือนกับการเดินไปข้างหน้าของผู้ชาย แต่ผู้หญิงจะต้องไม่เอนลำตัวไปข้างหน้า ในการที่จะช่วยให้ผู้ชายเดินถอยหลังได้สะดวกขึ้นนั้น ผู้หญิงจะต้องดันลำตัวไปข้างหน้าขณะที่ก้าวเท้าเดิน แต่จะต้องไม่ทำให้ผู้ชายเสียการทรงตัว สำหรับผู้ชายยังคงเป็นผู้นำในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลังอยู่เช่นเดิม  การเดินถอยหลังของผู้ชาย (Thebackward Walk Gentleman) โดยปกติแล้ว ผู้ชายมักจะไม่ค่อยเดินถอยหลัง ยกเว้นจังหวะสโลว์ฟอกซ์ทรอท (Slow Fox-trot) ถึงแม้ว่าการก้าวเท้าเดินถอยหลังของผู้ชาย จะมีลักษณะการก้าวขาและเท้าเหมือนกับการเดินถอยหลังของผู้หญิงก็ตาม แต่ผู้ชายต้องรักษาทรวดทรงให้เหมือนกับการเดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ อนึ่งในการฝึกเดินลีลาศ หากเป็นการฝึกเดินเพียงลำพัง ส่วนใหญ่จะเก็บมือโดยการท้าวเอวหรือเก็บมือแบบ C.b.M. คือ คว่ำฝ่ามือทั้งสองข้างวางทับกันในระดับอกและกางศอกทั้งสองข้างขนานกับพื้น วิธีนี้นิยมนำมาใช้ในการฝึกลีลาศประเภทบอลรูม (ballroom Dancing) แต่ในขณะที่ลีลาศกับคู่นั้น หากมือข้างใดไม่ได้ใช้หรือไม่ได้จับคู่ลีลาศ ก็จะมีตำแหน่งของการวางแขน (Arm Position) โดยนำมาจากท่าลีลาศของบัลเล่ย์ การจะวางแขนในลักษณะใดขึ้นอยู่กับรูปแบบของการลีลาศในลวดลายนั้น ๆ  
ข้อควรระวัง:
1. จากท่ายืนอยู่กับที่ เมื่อจะเคลื่อนที่จะต้องให้รู้สึกว่าลำตัวเคลื่อนที่ไปก่อนเท้า
2. ไม่ลากเท้าไปกับพื้น ให้ยกปลายเท้าขึ้นขณะเคลื่อนเท้าถอยไปข้างหลัง เข่าหย่อนและผ่อนคลายตามธรรมชาติตลอดการเดิน ขาเหยียดตรงเมื่อก้าวเท้าถอยหลังไปเต็มที่แล้ว แต่ไม่ เกร็งเข่า
3. ข้อเท้าและหลังเท้าปล่อยตามสบาย
4. เท้าทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกปลายเท้า ส้นเท้า และข้างเท้าด้านในผ่านซึ่งกันและกันทุกครั้งที่ก้าวเดิน

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

หน่วยการเรียนรู้ที่1 กระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธ์ และระบบต่อมไร้ท่อ
ระบบประสาท คือ ระบบที่ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาททั่วร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานและการรับความรู้สึกของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และความทรงจำต่างๆ โดยมีสมองและไขสันหลังเป็นศูนย์กลางคอยรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอก จากนั้นก็ส่งกระแสคำสั่งผ่านเส้นประสาทที่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายใหทำงานตามที่ต้องการ ระบบประสาทจะทำงานประสานกับระบบกล้ามเนื้อ
ระบบประสาทแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ
1.               ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง
                สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญและมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่นๆของระบบประสาท สมองแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ เกรย์ แมตเตอร์ ซึ่งเป็นที่รวมของเซลล์ประสาท และ ไวท์ แมตเตอร์ เป็นส่วนของใยประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาท
สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1)              สมองส่วนหน้า ประกอบด้วย ซีรีบรัม ทาลามัสและไฮโพทาลามัส
2)              สมองส่วนกลาง เป็นส่วนที่ต่อจากสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตา
3)              สมองส่วนท้าย ประกอบด้วย ซีรีเบลลัม พอนส์และเมดัลลา
 ก้านสมอง ประกอบไปด้วย สมองส่วนกลาง พอนส์ และเมดัลลา ออบลองกาตา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมการทำงานของอวัยวะที่อยู่นอกอำนาจของจิตใจ
ไขสันหลัง ทำหน้าที่รับกระแสประสาทจากส่วนต่างๆของร่างกายไปยังสมอง และรับกระแสประสาทตอบสนองจากสมองเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย อีกทั้งยังควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างกระทันหันโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากสมอง หรือที่เรียกว่า ปฏิกิริยารีเฟลกซ์
2.                 ระบบประสาทส่วนปลาย ทำหน้าที่นำความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกายเข้าสู้ระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะปฏิบัติงาน ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และประสาทระบบอัตโนมัติ

ระบบสืบพันธุ์ คือระบบที่เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตให้มากขึ้นตามธรรมชาติ และเป็นการทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป เพื่อให้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้โดยอาศัยอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง
         1.      อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย ประกอบด้วย
- อัณฑะ เป็นต่อมที่มีลักษณะคล้ายรูปไข่ โดยปกติจะมีอยู่ 2 อัน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย และสร้างฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน เพื่อควบคุมลัษณะต่างๆของเพศชาย ภายในอัณฑะจะมีด้วยหลอดสร้างตัวอสุจิ
- ถุงหุ้มอัณฑะ ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัว
 - หลอดเก็บตัวอสุจิ ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิที่เจริญเต็มที่ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังหลอดนำตัวอสุจิ
- หลอดนำตัวอสุจิ มีอยู่ 2 ท่อ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
- ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ อยู่ต่อกับกระเพราะปัสสาวะ ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ
- ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่หลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆเข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อทำลายฤทธิ์กรดในท่อปัสสาวะ
- ต่อมคาวเปอร์ มีรูปร่างกลมขนาดเท่าเม็ดถั่ว ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่เร็ว และยังล้างกรดของน้ำปัสสาวะที่เคลือบท่อปัสสาวะ ทำให้ตัวอสุจิไม่ตายก่อนเคลื่อนที่ออกมา
     2.      อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วย
- รังไข่ อยู่บริเวณปีกมดลูกแต่ละข้าง ทำหน้าที่ผลิตไข่และสร้างฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดที่สำคัญ คือ เอสโทรเจน ทำหน้าที่ควบคุมมดลูก ช่องคลอด ต่อมน้ำนม และโพรเจสเทอโรน ซึ่งทำงานร่วมกับเอสโทรเจนเกี่ยวกับการเจริญของมดลูก โดยเปลี่ยนแปลงเยื่อบุมดลูกเพื่อเตรียมรับไข่ที่ผสมแล้ว
- ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก เป็นท่อที่เชื่อมระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก โดยมีปลายข้างหนึ่งเปิดอยู่ใกล้กับรังไข่
- มดลูก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
- ช่องคลอด เป็นท่อยาวจากปากช่องคลอดไปถึงปากมดลูก อยู่ระหว่างท่อปัสสาวะและทวารหนัก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางออกของทารกเวลาคลอด และเป็นช่องให้ประจำเดือนออกมาสู่ภายนอก
 การตกไข่ คือ การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือนและการมีประจำเดือน เกิดจากผนังมดลูกลอกตัวเมื่อไข่ไม่ได้รับการผสม

ระบบต่อมไร้ท่อ คือระบบที่ผลิตสารที่เรียกว่า  ฮอร์โมน  ซึ่งจะทำหน้าที่ลำเลียงสารเหล่านั้นไปตามกระแสเลือดไปสู่อวัยวะเป้าหมาย เพื่อควบคุมการทำงานของระบบนั้นๆ ฮอร์โมนจะต้องมีปริมาณพอดีกัยร่างกาย ถ้าปริมาณฮอร์โมนมีมากหรือน้อยเกินไปจะทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้นได้ ต่อมไร้ท่อในร่างกายมี 7 ชนิด คือ
1. ต่อมใต้สมอง เป็นศูนย์ควบคุมใหญ่ของร่างกาย แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและต่อมใต้สมองส่วนหลัง
2. ต่อมหมวกไต แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นในสร้างฮอร์โมนอะดรีนาลิน ส่วนชั้นนอกสร้างฮอร์โมนคสบคุมการเผาผลาญอาหาร ตลอดจนฮอร์โมนควบคุมการดูดซึมเกลือที่ไต
3. ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมที่อยู่ติดกับกล่องเสียงและหลอดลม ทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนไทรอกซิน
4. ต่อมพาราไทรอยด์ เป็นต่อมขนาดเล็ก มี 2 คู่ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนพาราฮอร์โมน
5. ต่อมที่อยู่ในตับอ่อน ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในร่างกาย
6. รังไข่ในเพศหญิง และอัณฑะในเพศชาย
7. ต่อมไทมัส มีขนาดใหญ่ในทารกแรกเกิด และจะค่อยๆเล็กลงเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
             แนวคิดในการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค เพราะถ้าเรารอให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นก่อนแล้วค่อยดูแลสุขภาพ ซึ่งมีหลักการดังนี้
1. บริโภคอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3. พักผ่อนให้เพียงพอ
4. ทำจิตใจให้ร่างเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
5. หมั่นตรวจเช็คร่างกายอยู่สม่ำเสมอ